วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สั้นเต่อ-รัดติ้ว'ปัญหาใหญ่มหา'ลัย พูดง่าย แก้ยาก

แฟชั่นชุดนักศึกษาสาวยุคนี้ที่ต้อง "สั้นเต่อ รัดติ้ว" เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมาเป็นระยะ แต่การแก้ไขปัญหากลับไม่สามารถทำได้โดยง่าย แม้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ในยุคของ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะเคยให้ความสนใจถึงขั้นมีแนวคิดผลักดันให้การแก้ปัญหาเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ และเสนอให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ทบทวนการบังคับใช้กฎระเบียบการแต่งกายของนิสิตนักศึกษา โดยเฉพาะการแต่งกายของนิสิตนักศึกษาหญิงอย่างจริงจังก็ตาม ก่อนหน้านี้ ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพล สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เคยสำรวจความคิดเห็นเรื่อง "ปัญหาการแต่งกายของนิสิต นักศึกษาในระดับอุดมศึกษา" โดยเก็บข้อมูลจากนิสิต นักศึกษาระดับอนุปริญญาและปริญญาตรีจากสถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนทั่วทุกภาคของประเทศ โดยร่วมมือกับบริษัท เอ็มเว็บ (ประเทศไทย) จำกัด ในการเก็บผลสำรวจบางส่วนผ่านเว็บไซต์สนุกดอทคอม ปรากฏว่าส่วนใหญ่เห็นว่า การแต่งกายของนิสิต นักศึกษาในปัจจุบันเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ถึงร้อยละ 72.6 เพราะเห็นว่าจะก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม อาทิ การล่วงละเมิดทางเพศ การข่มขืน ร้อยละ 59.9 ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของสถาบันและของตนเอง ร้อยละ 17.8

วิทยุการบินโวเปลี่ยนวงจรบินสุวรรณภูมิช่วยลดต้นทุน

ส่งผลให้ลดความซับซ้อนของเส้นทางการบิน ทำให้สายการบินสามารถลดเวลาทำการบินขึ้น-ลง เฉลี่ยเที่ยวบินละ 5 นาที ลดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงได้เดือนละ 128 ล้านบาทรวมถึงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้เดือนละ 12.5 ล้านกิโลกรัม วันนี้ (29 ส.ค.) พลอากาศเอกสมชาย เธียรอนันท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า จากการที่กระทรวงคมนาคมได้กำหนดให้ใช้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นสนามบินหลักใน การรองรับเที่ยวบินพาณิชย์ของประเทศ เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศของภูมิภาค โดยสายการบินไทยได้ย้ายกลับเที่ยวบินในประเทศมาบิน ที่สนามบินสุวรรณภูมิเช่นเดียวกับเมื่อครั้งเปิดใช้งานครั้งแรก ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2552 เป็นต้นมา ซึ่งการดำเนินการของวิทยุการบินฯดังกล่าว ได้ช่วยลดปัญหาความซับซ้อนของวงจรการบิน เกิดเส้นทางบินตรง ที่ทำให้เกิดความคล่องตัว และเพิ่มความปลอดภัย โดยเครื่องบินจะใช้เวลาทำการบินเข้า-ออกลดลงเฉลี่ยเที่ยวบินละ 5 นาที เกิดผลดีต่อสายการบินคือ ช่วยลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงลงได้ถึง 3.9 ล้านกิโลกรัม/เดือน ลดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงได้เดือนละ 128 ล้านบาท และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่อากาศได้ถึงเดือนละ 12.5 ล้านกิโลกรัมกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวต่อว่า นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แจ้งให้ ครม. รับทราบถึงการดำเนินงานของ บวท. ที่เกิดประโยชน์ต่อสายการบิน ที่สามารถช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากและเป็นแรงกระตุ้นจูงใจให้ สายการบินต่างๆ มาทำการบินขึ้น-ลงที่สนามบินสุวรรณภูมิเพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ประหยัดเชื้อเพลิง ร่วมลดภาวะโลกร้อน ทั้งนี้ บวท. ได้เก็บสถิติเที่ยวบินในช่วงวันที่ 29 มี.ค. – 31 ก.ค. 52 (125 วัน) มีสายการบินจำนวน 137 สายการบิน มาทำการบินรวม 43,519 เที่ยวบิน พบว่าสายการบินที่มีปริมาณเที่ยวบินขึ้น-ลงมากเป็นอันดับแรก คือ สายการบินไทย มีจำนวนเที่ยวบินรวม 14,127 เที่ยวบิน คิดเป็น 32.5% สามารถลดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึงเดือนละประมาณ 40 ล้านบาท รองลงมาเป็นสายการบินไทย แอร์เอเชีย บางกอกแอร์เวย์ส คาเธ่ย์แปซิฟิค และไชน่า แอร์ไลน์ส ตามลำดับ "บวท. ได้ให้ความมั่นใจกับสายการบินผู้ถือหุ้นและผู้ประกอบการทุกรายที่เข้ามาทำการบินที่สนามบินสุวรรณภูมิว่า ผลการพัฒนาการบริหารจัดการจราจรทางอากาศของ บวท. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ได้ทำให้เกิดประโยชน์และลดค่าใช้จ่ายของสายการบินโดยตรง และยังทำให้นานาชาติยอมรับประเทศไทย ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ลดภาวะโลกร้อน และลดผลกระทบทางเสียง ที่สนามบินสุวรรณภูมิอีกด้วย" พลอากาศเอกสมชาย กล่าว